วันจันทร์ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2553

วัย 40 กะรัตกับการคุมกำเนิด

"ชีวิตเริ่มต้นที่อายุ 40 หรือ LIFE START AT FORTY" ใครไม่รู้กล่าวเอาไว้น่าฟังมาก เพราะเมื่อเข้าสู่วัยนี้แล้ว ความรู้ ความสามารถ หน้าที่การงานและอะไรต่อมิอะไรที่ดีๆ จะเริ่มเข้ามาสู่ชีวิต
เพียงแต่คุณจะรับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวหรือไม่เท่านั้น แต่เมื่อถึงวัยร่างกายก็เปลี่ยนแปลง ในวัย 40 ปี หรือที่บางคนเรียกว่าผู้หญิง 40 กะรัตนั้น ผู้หญิงเราเริ่มที่จะย่างก้าวเข้าสู่วัยหมดประจำเดือนระยแรก หรือที่บางคนเรียกว่าวัยทอง ถ้ารู้จักที่จะดำรงชีวิตให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีแล้ว วัยทองก็จะเป็นวัยคุณภาพ เป็นวัยที่สามารถดำเนินชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ ในวัยนี้การเปลี่ยนแปลงที่เห็นชัดเจนนอกจากอารมณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปแล้ว รังไข่ก็จะทำงานลดลง มีการตกไข่ไม่สม่ำเสมอ ไม่ตรงเวลาและไม่ตกไข่ทุกเดือน ทำให้ประจำเดือนมาบ้างไม่มาบ้าง นอกจากนี้ความเต่งตึงของผิวหนังก็ลดลง มีอาการร้อนวูบวาบตามตัว
คุณผู้หญิงที่ยังมีกิจกรรมทางเพศกับสามีอย่างสม่ำเสมอมาก่อนบางรายก็อาจเริ่มเบื่อหน่าย แต่บางรายก็มีความสุขมากขึ้น มีความต้องการและอารมณ์เพศมากขึ้นแล้วแต่สภาพร่างกายและจิตใจของแต่ละคน แต่ส่วนใหญ่แล้วมักจะมีคำถามที่คล้ายๆ กันว่า
"ถ้าไม่คุมกำเนิด จะท้องไหม"
"ถ้าจะให้คุมกำเนิด จะคุมอย่างไร กินยาคุมก็กลัวอ้วน กลัวเป็นสิวเป็นฝ้าเดี๋ยวจะไม่สวย จะฉีดยาคุมกำเนิดก็กลัวไม่มีประจำเดือน เลือดจะแห้ง จะทำหมันก็กลัวเป็นฮิสทีเรีย จะใส่ห่วงอนามัยหรือก็กลัวสามีเจ็บเวลามีอะไรกัน"
"ถ้าได้ฮอร์โมนเพศหญิงทดแทนสำหรับผู้หญิงวัยทองแล้ว ยังจะต้องคุมกำเนิดอีกไหม"
"แล้วจะให้คุมไปอีกนานเท่าใด"
คงจะต้องตอบแบบนี้ครับว่า ถ้าไม่คุมกำเนิดก็มีสิทธิ์ที่จะตั้งครรภ์ได้ ถึงแม้ว่าโอกาสที่จะเกิดการตั้งครรภ์ลดลงมากแล้วก็ตาม นอกจากนี้ถ้าเกิดการตั้งครรภ์ขึ้นในวัย 40 ขึ้นไปนี้ โอกาสที่ทารกในครรภ์จะเป็นโรคสมองพิการแต่กำเนิด รวมทั้งความพิการแต่กำเนิดอื่นๆ ก็สูงกว่าปกติ ซ้ำยังอาจแท้งบุตรได้ง่ายกว่าปกติด้วย เพราะฉะนั้นถ้าไม่ได้ตั้งใจแล้วละก็อย่าปล่อยให้ท้องน่าจะเป็นการดีกว่าจริงไหมครับ
ส่วนการรับประทานฮอร์โมนทดแทนนั้น แม้ว่าส่วนใหญ่แล้วจะมีโอกาสตกไข่ได้น้อยแต่อย่าเสี่ยงน่าจะดีกว่า
ถ้าจะใช้ยาคุมกำเนิด ก็ขอให้เลือกใช้ชนิดที่มีปริมาณฮอร์โมนต่ำที่เรียกกันว่า LOW DOSE CONTRACEPTIVE PILL ซึ่งในปัจจุบันมีจำหน่ายหลายยี่ห้อ ก็ขอให้เลือกใช้กันตามอัธยาศัย
ถ้าจะฉีดยาคุมกำเนิด ก็ต้องดูว่าเมื่อฉีดแล้วเกิดอาการข้างเคียงจำพวกเลือดออกกะปริดกะปรอยไหม ถ้าไม่เกิดขึ้นก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรที่จะใช้ สบายดีเสียอีก 3 เดือนฉีดครั้ง ไม่ต้องกลัวลืม แถมไม่มีประจำเดือนออกมาให้รำคาญด้วย แต่ถ้าฉีดยาคุมกำเนิดแล้วเกิดอาการเลือดออกกะปริดปรอยก็ควรจะใช้วิธีอื่น เพราะการมีเลือดออกกะปริดกะปรอยในวัยนี้อาจทำให้ปิดบังอาการเลือดออกผิดปกติจากโรคร้ายจำพวกเนื้องอกหรือมะเร็งได้
แต่ถ้าไม่ชอบยาคุมที่มีฮอร์โมนทั้งชนิดฉีดและชนิดรับประทานแล้ว หรือใช้แล้วเกิดอาการข้างเคียงที่ไม่ชอบใจก็น่าจะเปลี่ยนไปลองใช้ห่วงอนามัยรุ่นใหม่ๆ ที่มีขนาดเล็กใส่แล้วไม่เจ็บ และไม่มีประจำเดือนออกมาผิดปกติเหมือนรุ่นเก่า ถ้ากลัวคุณสามีเจ็บละก้อขอให้คุณหมอตัดสายให้สั้นเสียก็จะหมดเรื่องไป
ถ้าเป็นคนชอบธรรมชาติแล้วละก็ การนับวันปลอดภัยในวัยนี้ค่อนข้างจะไม่ปลอดภัยเพราะประจำเดือนมาไม่แน่นอน ทางที่ดีถ้าจะใช้ควรจะให้คุณผู้ชายเธอหลั่งภายนอกด้วยจะปลอดภัยกว่า
เพียงแต่เขาของคุณจะยอมหรือไม่เท่านั้นเอง
การใช้ถุงยางอนามัยเป็นทางเลือกของคนที่ไม่ต้องการได้รับยาฮอร์โมนหรือของแปลกปลอมเข้าไปในร่างกาย และถุงยางอนามัยในปัจจุบันก็ได้รับการออกแบบให้มีประสิทธิภาพสูง ใช้งานง่าย ได้รับสัมผัสรักอย่างเต็มที่และปลอดภัยไม่รบกวนต่อระบบฮอร์โมนของร่างกาย ทำให้ไม่มีผลต่อน้ำหนัก ไม่เป็นสิวฝ้า และไม่มีประจำเดือนผิดปกติ รวมทั้งยังหาซื้อได้ง่าย สะดวก ซ้ำยังอาจช่วยป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้ด้วย
รักชอบชนิดใด ถูกอัธยาศัยกับการคุมกำเนิดแบบใด ก็ใช้แบบนั้น
เท่านี้คุณผู้หญิงวัยทองก็มีอิสระในการเลือกทางชีวิตแล้ว


ที่มา : หนังสือคลินิกรักฉบับเซ็กซ์ประจำบ้าน

วันเสาร์ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2553

ความแตกต่างการใช้ยาคุมกำเนิดหลังการมีเพศสัมพันธ์กับการใช้ถุงยางอนามัย

การใช้ยาคุมกำเนิดหลังการมีเพศสัมพันธ์ที่มีจำหน่ายในประเทศไทยไม่ว่าจะเป็นยี่ห้อโพสตินอร์หรือมาดอนน่าก็ตามควรรับประทานภายใน 1 ชั่วโมง หลังจากการร่วมรัก ไม่อย่างนั้นประสิทธิภาพในการป้องกันการตั้งครรภ์ก็จะลดลง และไม่ควรจะรับประทานเกินเดือนละ 4 เม็ด เพราะจะทำให้ฮอร์โมนเพศมากเกินไป อาจเกิดอันตรายในภายหลังถ้าใช้เป็นเวลานานๆ ยาคุมฉุกเฉินนั้นเป็นวิธีการป้องกันการตั้งครรภ์โดยการรับประทานยาเม็ดคุมกำเนิชนิดเม็ดรวม ที่มีปริมาณฮอร์โมนเอสโตรเจนขนาด 50 ไมโครกรัม เช้า 2 เม็ด เย็น 2 เม็ด จะสามารถป้องกันการตั้งครรภ์ได้ประมาณ 97 เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าเป็นยาคุมกำเนิดชนิดเม็ดรวมที่มีปริมาณฮอร์โมนเอสโตรเจน 30 ไมโครกรัม คงจะต้องรับประทานเช้า 3 เม็ด เย็น 3 เม็ด จึงจะได้ผลเท่าเทียมกัน แต่ไม่ควรใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดเม็ดรวมที่มีปริมาณเอสโตรเจนต่ำมากคือ 20 ไมโครกรัม เพราะแบบนั้นคุรต้องรับประทานเช้า 5 เม็ด เย็น 5 เม็ด ทำให้ได้รับฮอร์โมนโปรเจสโตโคน ในเม็ดยาคุมกำเนิดมากเกินไป จนเกิดอาการข้างเคียงจำพวกคลื่นไส้อาเจียนได้มาก

ถ้าคุณผู้หญิงทั้งหลายคิดว่าโอกาสที่จะมีเพศสัมพันธ์นั้นแม้ว่าจะไม่แน่นอน แต่ถ้ามีโอกาสมากกว่า 4 ครั้งต่อเดือนแล้วผมว่า รับประทานยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดเม็ดรวมที่มีปริมาณฮอร์โมนเอสโตรเจนต่ำ คือ 20 ไมโครกรัม เป็นประจำทุกวันจะเป็นการดีที่สุดทั้งในแง่ประสิทธิภาพของการป้องกันการตั้งครรภและยังมีอาการข้างเคียงน้อยด้วยแต่ถ้าไม่แน่ใจในเขาคนนั้นแล้วละก็ ให้เขาสวมถุงยางอนามัยจะดีกว่า การรับประทานยาคุมหลังร่วมเพศมากนัก

ที่มา หนังสือคลินิกรักฉบับบเปิดมุ้ง น.พ. พันธ์ศักดิ์ ศุกระฤกษ์